มุมมองของ Ray Dalio กลางปี 2019 กับชุดความคิดที่อาจเปลี่ยนไป

By Opzionietrading

เริ่มต้นเลย เรย์กล่าวก่อนว่า พลังหรือแรงหนุนหลักนับตั้งแต่ปี 2009 ที่ผ่านมานั้นประกอบไปด้วย1.ธนาคารกลางที่ลดอัตราดอกเบี้ยลง ไปพร้อมๆ กับการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing : QE) ในปริมาณมากนับตั้งแต่ปี 2009 มา ซึ่งเป็นการช่วยผลักดันราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกมาอย่างยาวนานทั้งทางตรงในแง่ของการเข้าซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ของธนาคารกลางเองและทางอ้อม ในแง่ของอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ช่วยหนุนให้ P/E ของหุ้นปรับตัวขึ้นจากความน่าสนใจของหุ้นที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับตราสารหนี้หรือเงินสดที่ให้อัตราผลตอบแทนลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอัตราเงินเฟ้อเกิดขึ้นควบคู่กันไป ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ก็ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง(อัตราดอกเบี้ย - อัตราเงินเฟ้อ) ลดลงไปอีกซึ่งก็เป็นแรงผลักดันให้สินทรัพย์อื่นๆ ที่มีความสามารถในการป้องกันอัตราเงินเฟ้อ เช่นทองคำ ดูน่าสนใจเพิ่มขึ้นมา ก็ยิ่งเป็นการผลักดันราคาทองคำในอนาคต2. ซึ่งในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำนี่เอง ก็เป็นการหนุนให้เกิดการซื้อหุ้นคืนของบริษัทจำนวนมาก เนื่องจากการเก็บเงินสดที่อัตราผลตอบแทนแพ้อัตราเงินเฟ้อนั้น เป็นอะไรที่ไม่น่าสนใจอย่างยิ่งขณะเดียวกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยค่ำแล้ว ก็เท่ากับว่าต้นทุนการกู้ยืมต่ำลงด้วย ทำให้เกิดการควบรวมบริษัท, การลงทุนในลักษณะ Venture Capital และการลงทุนในกองทุนรวมส่วนบุคคล เพิ่มมากขึ้นไปด้วยเช่นเดียวกันซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็เป็นการผลักดันให้ราคาสินทรัพย์ข้นไปอย่างต่อเนื่อง3.เมื่อประกอบกับกระแสการใช้เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานที่ช่วยเพิ่ม Productivity ได้อย่างมาก และ กระแส Globalization ที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ ประหยัดต้นทุนด้านแรงงานลงได้มากโข ก็ก่อให้เกิดการขยายตัวของอัตรากำไรขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งหากมองในแง่ของธุรกิจ และการลงทุนแล้วย่อมเป็นเรื่องดีแต่ในแง่ของความเท่าเทียมด้านรายได้นั้น อาจไม่เป็นเรื่องที่น่าพิศมัยนักเนื่องจากท้ายที่สุดแล้ว ค่าจ้างแรงงานที่ลดลงและการใช้เครื่องจักรเข้ามาทดแทนนั้น ก็เท่ากับว่าความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งกว้างมากยิ่งขึ้น เนื่องจากรายได้ถูกกระจายออกไปน้อยลง ซึ่งจุดของเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งนี่เอง ที่เป็นจุดที่เรย์ พูดเสมอมาว่าต้องระวัง4.การลดภาษีนิติบุคคล เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้กำไรของบริษัทต่างๆ เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็เป็นการผลักดันราคาหุ้นเหล่านั้นอีกทางหนึ่งแตก็ต้องไม่ลืมไปว่าการปรับลดภาษีนิติบุคคลนี้ ก็อาจจะถูกแก้ไข หรือปรับเพิ่มขึ้นได้ในอนาคตเช่นเดียวกัน หากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งทีกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไรก็ตามงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราซึ่งเรย์นั้นมองว่าสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิด Paradigm Shifts ได้ก็คือ1.การที่เครื่องมือธนาคารกลางเริ่มหมดประสิทธิภาพในการหนุนเศรษฐกิจ2.มีปริมาณหนี้สิน และภาระผูกพันที่ไม่ใช่หนี้สิน (เช่นกองทุนบำเหน็จบำนาญ และสวัสดิการด้านสุขภาพต่างๆ ของรัฐ) เป็นจำนวนมากครบกำหนดต้องชำระคืน แต่ด้วยอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ต่ำเตี้ย ทำให้ยากที่จะชำระคืนได้ตามตั้งใจเอาไว้ และก่อให้เกิดภาวะบีบคั้นด้านการเงินครั้งใหญ่เมื่อประกอบกันก็จะกลายเป็นภาวะที่1.ความมั่งคั่งที่แตกต่างกันมากขึ้น จะมีกลุ่มผู้ที่หวังจะใช้ภาระผูกพันเหล่านั้นในการดำเนินชีวิตมากขึ้น2.เมื่อภาระผูกพันเหล่านั้น มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถทำได้ตามสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรัฐ ก็เร่งให้เกิดความโกรธแค้นหรือไม่พอใจ3.ขณะที่รัฐเองก็จะพยายามที่จะดำเนินนโยบายแบบขาดดุล (กู้) เพิ่มเติมครั้งมโหฬาร เพื่อทำตามสัญญานั้นๆ4. เมื่อกู้ได้ไม่พอลูกหนี้ หรือ รัฐ ก็จะพยายามปรับขึ้นภาษี เพื่อนำเงินมาทำตามสัญญา5.โดยที่ธนาคารกลางเองก็ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก เพราะเครื่องมือด้อยประสิทธิภาพลงไปทุกที จึงทำได้เพียงพิมพ์เงินเพิ่มมากขึ้นอีก เพื่อให้รัฐบาลมาชำหระหนี้เหล่านั้น (เหมือนปัจจุบันนี้) หรือนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม6. ซึ่งแน่นอนว่าการจะพิมพ์เงินออกมาได้น้ัน ก็ต้องกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำเสียก่อน เพื่อลดต้นทุนทางการเงินของลูกหนี้ตรงนี้ ซึ่งก็คือรัฐนั่นเองและเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เรยมองว่า Paradigm ใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้นก็ขึ้นอยู่กับภาวะการแปลงหนี้สินก้อนมโหฬารที่สร้างขึ้นนั้นให้กลายเป็นทุน หรือ เกิดการเติบโตต่อไปนั่นเองซึ่งหากทำได้ดีอาจจะเกิดแนวการลงทุนแบบใหม่ กลายเป็นวัฎจักรทางเศรษฐกิจแบบใหม่ขึ้นอีกครั้งเหมือนที่แล้วๆ มาในอดีต แต่หากทำได้ไม่ดี ก็ยากที่จะคาดเดาได้ต่อไปแต่สิ่งหนึ่งที่เรย์เชื่อว่าจะได้เห็นก็คือดอลลาร์จะอ่อนค่าลงจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ จนอาจจะแพ้อัตราเงินเฟ้อ ทำให้เงินในสกุลนั้นๆ ไม่น่าสนใจโดยธรรมชาติจากภาวะขาดดุลทางการคลังจำนวนมหาศาลจากความไม่มั่นคงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นประกอบกับความพยายามลดค่าเงินในตนเอง เพื่อให้ได้ดุลทางการค้ามากขึ้นทำให้ท้ายที่สุดแล้ว มุมมองของเรย์เมื่อกลางปี 2019 ก็คือทองยังเป็นอะไรที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับภาวะเช่นนี้อยู่ดี# แอดลุงบทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่เพจ AKN Blog